ระบบจัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร มีกี่แบบ ควรมีฟีเจอร์ไหนในระบบ

รวมฟีเจอร์ดี ๆ ของระบบจัดการเอกสาร

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมงบประมาณองค์กรถึงรั่วไหล หรือทำไมใบสั่งซื้อ 1 ใบถึงใช้เวลาอนุมัตินานเป็นสัปดาห์? ปัญหานี้มักเริ่มจากการอนุมัติที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เอกสารค้างบนโต๊ะ และไม่มีคนคอยตรวจเช็กตัวเลข โดยเฉพาะระบบจัดซื้อจัดจ้างโรงงานที่ต้องคุมสต็อกวัตถุดิบและอะไหล่จำนวนมาก บทความนี้จะมาพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับระบบจัดซื้อจัดจ้าง ตั้งแต่หลักการทำงาน ฟีเจอร์ ประเภท รวมถึงข้อควรรู้หากคุณจะเปลี่ยนมาใช้ระบบออนไลน์

ระบบจัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร?

ระบบจัดซื้อจัดจ้าง คือ ระบบบริหารการทำงานภายในองค์กรที่ช่วยจัดการการซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการต่าง ๆ ให้ตรงตามความต้องการของแต่ละแผนก ครอบคลุมตั้งแต่การแจ้งความต้องการ การตรวจเช็กงบประมาณ การเลือกผู้ขาย การออก ใบขอซื้อ ใบสั่งซื้อ ไปจนถึงการตรวจรับสินค้าและส่งเรื่องเบิกจ่าย เพื่อให้องค์กรได้ของที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีหลักฐานตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอน

ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ทำงานอย่างไร?

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานในการจัดหาสินค้าและบริการให้แก่ทุกฝ่ายภายในองค์กร ดังนี้

1. ส่งใบขอซื้อ

เริ่มต้นจากพนักงานหรือแผนกต่าง ๆ ยื่นเรื่องขออนุมัติซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อนำมาใช้ในบริษัท โดยกรอกข้อมูลความต้องการลงในแบบฟอร์ม จากนั้นระบบจะส่งเอกสารไปยังผู้มีอำนาจอนุมัติตามลำดับขั้นเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม

2. ตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณ

เมื่อพนักงานส่งใบขอซื้อมาถึงผู้อนุมัติแล้ว ระบบจะนำข้อมูลตัวเลขงบประมาณของแผนกนั้น ๆ มาแสดงผลทันที เพื่อให้ผู้อนุมัติตรวจเช็กว่าการขอซื้อครั้งนี้เกินกว่างบที่วางไว้หรือไม่ จากนั้นจึงลงนามอนุมัติเพื่อดำเนินงานในขั้นตอนถัดไป

3. คัดเลือกผู้ขายและเปรียบเทียบราคา

ฝ่ายจัดซื้อจะนำรายการสินค้าที่ผ่านการอนุมัติไปติดต่อสอบถามราคาจากคู่ค้าหรือประกาศรับเอกสารเสนอราคาจากผู้ขายหลาย ๆ ราย เพื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับราคา คุณสมบัติสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง และเงื่อนไขการชำระเงินมาเปรียบเทียบเพื่อหาตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

4. ออกใบสั่งซื้อ

หลังจากเลือกผู้ขายได้แล้ว ฝ่ายจัดซื้อจะออกเอกสารยืนยันสั่งซื้อส่งไปให้ผู้ขาย โดยเอกสารนี้จะระบุรายละเอียดของสินค้า จำนวน ราคา วันที่ต้องจัดส่ง และสถานที่ส่งมอบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายระหว่าง 2 ฝ่าย

5. การตรวจรับสินค้าและบริการ

เมื่อตกลงการซื้อขายกันแล้ว ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะเข้ามาตรวจเช็กจำนวนและความถูกต้องของสินค้ากับเอกสารส่งของ หากพบว่าสินค้าชำรุดเสียหายหรือไม่ตรงตามข้อกำหนด ระบบจะบันทึกเรื่องเพื่อแจ้งแก้ไขกับผู้ขายทันที

6. การตรวจสอบเอกสารและชำระเงิน

สำหรับขั้นตอนสุดท้าย ฝ่ายบัญชีและการเงินจะนำใบสั่งซื้อ ใบตรวจรับสินค้า และใบแจ้งหนี้จากผู้ขายมาตรวจสอบความถูกต้องให้ตรงกันทั้ง 3 ฉบับ ก่อนจะอนุมัติจ่ายเงินตามรอบการชำระเงินที่กำหนดไว้

ระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องมีฟีเจอร์อะไรบ้าง?

ฟีเจอร์การทำงานของระบบจัดซื้อจัดจ้างโดยทั่วไปจะต้องช่วยให้กระบวนการจัดซื้อราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยฟีเจอร์หลักที่องค์กรควรมี มีดังนี้

  • ระบบการขอซื้อและขออนุมัติ (PR/PO): เป็นส่วนที่ใช้จัดการเอกสารขอซื้อ (PR) และออกใบสั่งซื้อ (PO) เพื่อส่งต่อให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบรายละเอียดและอนุมัติตามลำดับขั้นขององค์กร
  • ระบบการตั้งค่าเงื่อนไขการอนุมัติ: เป็นฟีเจอร์กำหนดสายงานการเซ็นอนุมัติและเพดานวงเงินให้สอดคล้องกับโครงสร้างของแต่ละแผนก หรือประเภทของสินค้าที่สั่งซื้อ
  • ระบบบริหารจัดการข้อมูลคู่ค้า: เป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวมประวัติซัพพลายเออร์ สัญญาข้อตกลง รายการสินค้า และคะแนนประเมินผลงาน เพื่อใช้คัดกรองผู้ขายที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงาน
  • ฟังก์ชันเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไข: เป็นส่วนที่ช่วยรวบรวมใบเสนอราคาจากคู่ค้าหลาย ๆ เจ้า เพื่อนำมาเปรียบเทียบเรื่องราคา คุณภาพ สเปกสินค้า และเงื่อนไขการชำระเงินก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ
  • ระบบตรวจสอบและควบคุมงบประมาณ: เป็นเครื่องมือช่วยเช็กตัวเลขงบประมาณของแต่ละแผนก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขอซื้อเกินกว่างบที่ได้รับอนุมัติไว้
  • ระบบตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร (3-Way Matching): เป็นกระบวนการตรวจเช็กความถูกต้อง โดยนำใบสั่งซื้อ ใบรับสินค้า และใบแจ้งหนี้มาตรวจสอบตัวเลขและจำนวนให้ตรงกันก่อนส่งจ่ายเงิน
  • ระบบรายงานและสรุปข้อมูลการใช้จ่าย: เป็นส่วนที่ช่วยรวบรวมประวัติการสั่งซื้อ ตัวเลขการใช้จ่ายย้อนหลัง และข้อมูลราคา เพื่อให้ผู้บริหารนำไปใช้วางแผนควบคุมต้นทุน
  • ระบบติดตามสถานะการดำเนินงาน: เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเช็กสถานะของเอกสารได้ตลอดกระบวนการ ว่าอยู่ในขั้นตอนใด หรือรอการดำเนินการจากใคร

ระบบจัดซื้อจัดจ้าง มีกี่แบบ อะไรบ้าง

1. ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบดั้งเดิม

เป็นระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษและพนักงานในบริษัทเป็นหลัก โดยเริ่มจากพนักงานกรอกแบบฟอร์มขอซื้อ (PR) เดินส่งเอกสารข้ามแผนกเพื่อขออนุมัติด้วยลายเซ็นจริง จากนั้นจึงออกใบสั่งซื้อ (PO) ส่งแฟกซ์หรืออีเมลไปยังผู้ขาย และตรวจรับสินค้าด้วยการเช็กเอกสารหน้างาน โดยทั่วไปมักเจอปัญหากระบวนการล่าช้า กรอกข้อมูลผิดพลาด ติดตามสถานะหรือตรวจสอบงบประมาณย้อนหลังยาก

2. ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบออนไลน์ (E-Procurement)

เป็นระบบจัดซื้อจัดจ้างที่นำเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์บนระบบ Cloud เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อทั้งหมดให้เป็นดิจิทัลแบบไร้กระดาษ (Paperless) โดยเริ่มจากพนักงานสร้างไฟล์เอกสาร ส่งต่อสายอนุมัติ ตรวจสอบงบประมาณ และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติงานผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ทันที มีระบบเปรียบเทียบราคาอัตโนมัติ ช่วยจัดเก็บข้อมูลคู่ค้าอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเชื่อมต่อกับระบบ ERP หรือระบบบัญชีเพื่อตรวจเช็กเอกสาร 3-Way Matching ได้อย่างรวดเร็วและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

ระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ แตกต่างจากระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบดั้งเดิมอย่างไร?

แม้ว่าระบบจัดซื้อจัดจ้างทั้งแบบดั้งเดิมและแบบออนไลน์จะช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อของให้องค์กรเหมือนกัน แต่ระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์มีจุดที่เหนือกว่าระบบดั้งเดิมพอสมควร และนี่คือความแตกต่างของทั้ง 2 ระบบที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้งาน

ข้อมูล

ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม

ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบออนไลน์

ผู้รับผิดชอบหลักในการทำงาน

พนักงานคีย์ข้อมูล เดินส่งเอกสาร คอยโทรตามงาน

ใช้โปรแกรมและซอฟต์แวร์ประมวลผล โดยมีพนักงานคอยตรวจสอบ

กระบวนการทำงาน

ใช้กระดาษหรือไฟล์สเปรดชีตแยกกัน ส่งต่อเอกสารข้ามแผนก

ทำงานบนระบบดิจิทัลทั้งหมด เอกสารรันผ่านระบบตามลำดับโดยอัตโนมัติ

ระยะเวลาอนุมัติ

ใช้เวลานาน ต้องรอเซ็นเอกสารทีละคน หากผู้มีอำนาจไม่อยู่ งานจะหยุดชะงักทันที

อนุมัติสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา

ความแม่นยำของข้อมูล

มีโอกาสผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ หรือเอกสารสูญหาย

ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ ดึงราคากลางและประวัติการสั่งซื้อมาใช้ได้ทันที

การติดตามสถานะ

ตรวจสอบยาก ต้องคอยโทรตามหรือเดินถามเป็นรายแผนก

เช็กสถานะของเอกสารได้แบบเรียลไทม์ เห็นเลยว่าติดปัญหาตรงไหน

การตรวจสอบงบประมาณ

รู้ตัวเลขช้า รู้ว่าเกินงบตอนสรุปยอดบัญชีช่วงสิ้นเดือน

ควบคุมงบประมาณได้ทันที โดยระบบจะเตือนหรือบล็อกก่อนออกเอกสารหากเกินงบ

การจัดการข้อมูลผู้ขาย

กระจัดกระจาย หาประวัติการเสนอราคาหรือสัญญาเก่ายาก

บริหารซัพพลายเออร์ได้ในที่เดียว เก็บประวัติ ผลงาน และราคาไว้ในระบบ

 

อยากนำระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์มาใช้ เริ่มต้นอย่างไรดี?

จริง ๆ แล้วการเปลี่ยนมาเป็นระบบจัดซื้อออนไลน์ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องวางแผนแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อให้พนักงานปรับตัวได้ทันกับระบบและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับขั้นตอนการนำระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์มาใช้มีดังนี้

1. สำรวจ Pain Point และวิเคราะห์ Workflow เดิม

เริ่มต้นให้คุณสำรวจกระบวนการทำงานจริงภายในองค์กร เพื่อค้นหาจุดที่เป็นคอขวด เช่น เอกสารอนุมัติติดขัดที่ใคร การตรวจสอบงบประมาณที่ล่าช้า หรือปัญหาเอกสารสูญหาย การระบุปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดขอบเขตความต้องการ และเลือกฟีเจอร์ของระบบใหม่ที่เข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

2. วางโครงสร้างเงื่อนไขการอนุมัติ

หลังจากนั้นให้รวบรวมข้อมูลสายงานการเซ็นอนุมัติของทุกแผนกให้เป็นรูปธรรม ทั้งลำดับขั้นการอนุมัติ เพดานวงเงินของผู้อนุมัติแต่ละระดับ รวมถึงเงื่อนไขพิเศษเฉพาะของสินค้าบางหมวดหมู่ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปตั้งค่าเป็นเงื่อนไขอัตโนมัติในระบบ เพื่อลดความสับสนและป้องกันการอนุมัติข้ามสายงาน

3. เฟ้นหาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม

ศึกษาและคัดเลือกระบบ e-Procurement ที่ยืดหยุ่น รองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์มือถือ และที่สำคัญต้องเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ดี โดยเฉพาะถ้าบริษัทของคุณมีระบบ ERP หรือระบบบัญชีที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ควรพิจารณาผู้ให้บริการที่มีทีมงานคอยดูแลคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่แรกเริ่มให้บริการ แนะนำวิธีการใช้งาน รวมถึงให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและปรับปรุงระบบต่าง ๆ ให้เข้ากับระบบการทำงานในองค์กรของคุณ

4. จัดระเบียบและย้ายฐานข้อมูลคู่ค้า

เมื่อได้ระบบ E-Procurement ที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณแล้ว ให้ลิสต์รายชื่อผู้ขายหรือซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่มีอยู่ นำมาทำความสะอาดข้อมูล จัดหมวดหมู่สินค้า พร้อมรวบรวมประวัติการสั่งซื้อ สัญญาข้อตกลง และเงื่อนไขการชำระเงิน ก่อนจะนำเข้าฐานข้อมูลกลางของระบบใหม่ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อเรียกดูและดึงข้อมูลไปใช้งานต่อได้ทันที

5. จัดอบรมบุคลากรและเริ่มทดลองใช้งานจริง

ขั้นตอนสุดท้าย ควรจัดประชุมกับทีมงานทุกคนเพื่อสร้างความเข้าใจ ปรับ Mindset และทำให้พนักงานเห็นประโยชน์ที่จะได้จากการใช้ระบบใหม่ รวมถึงจัดอบรมวิธีการใช้งานอย่างละเอียด โดยเริ่มจากการทดลองใช้กับบางแผนกเพื่อทดสอบระบบและเก็บ Feedback มาปรับแก้ก่อน หากเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วค่อยเปิดใช้งานเต็มรูปแบบทั้งองค์กร

ทั้งนี้ หากคุณเริ่มเห็นแล้วว่า งานจัดซื้อจัดจ้างยังผูกติดอยู่กับกระดาษและสายอนุมัติที่ล่าช้า ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบด้วย WOLF Smart Procurement ซอฟต์แวร์จัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ (Paperless) ที่ถูกคิดและออกแบบมาเพื่อบริบทองค์กรไทยโดยเฉพาะ เปลี่ยนกระบวนการที่เคยยุ่งยากให้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ตั้งแต่การตั้งงบประมาณ ออกใบ PR/PO ไปจนถึงระบบ Procure to Pay (P2P) ให้มาอยู่บน Cloud Technology ที่สามารถอนุมัติผ่านมือถือได้ทันที พร้อมรองรับ e-Signature ตามกฎหมาย ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความคุ้มค่าในระยะยาว

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม: เปลี่ยนงานจัดซื้อให้เป็นเรื่องง่ายด้วย WOLF Smart Procurement

FAQ คำถามที่พบบ่อย

1. ระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์เหมาะกับองค์กรขนาดไหน?

ระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์เหมาะสำหรับองค์กรทุกขนาด ตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะองค์กรที่มีปัญหาเรื่องกระบวนการอนุมัติเอกสารล่าช้า เอกสารหล่นหายบ่อย หรือฝ่ายจัดซื้อต้องเสียเวลาจัดการงานเอกสารกระดาษจำนวนมากในแต่ละเดือน

2. หากองค์กรมีระบบบัญชี หรือระบบ ERP อยู่แล้ว นำมาใช้งานร่วมกันได้ไหม?

สามารถใช้งานร่วมกันได้ เพราะระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบ ERP หรือซอฟต์แวร์บัญชีเดิมขององค์กรได้อยู่แล้ว เวลาที่เอกสารสั่งซื้อผ่านการอนุมัติมาแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปตั้งหนี้หรือบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติทันที ฝ่ายบัญชีไม่ต้องเสียเวลามานั่งคีย์ข้อมูลซ้ำอีกรอบ แถมยังช่วยตัดปัญหาข้อมูลตัวเลขไม่ตรงกันระหว่างแผนกอีกด้วย

3. การเซ็นอนุมัติเอกสารผ่านระบบออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายหรือไม่?

มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแน่นอน หากระบบรองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เอกสารสั่งซื้อ (PO) หรือเอกสารอนุมัติต่าง ๆ ในระบบมีความน่าเชื่อถือและใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้เทียบเท่ากระดาษจริง

4. ใช้เวลานานแค่ไหนในการติดตั้งและเริ่มใช้งานจริง?

ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและความซับซ้อนของสายงานอนุมัติ หากเป็นระบบ Cloud ที่มีแบบฟอร์มมาตรฐาน จะใช้เวลาเตรียมข้อมูล ตั้งค่าระบบ และอบรมพนักงานไม่กี่สัปดาห์ ก็เริ่มใช้งานระบบได้ทันที